เรื่องเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องน่ากลัวที่ใกล้ตัว สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนนะคะ นั่นคือ เรื่องของโรคภัยต่างๆ

ที่เข้ามาสิงสู่อยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัวค่ะ เพราะฉะนั้นขอเตือนให้ทราบไว้ก่อนล่วงหน้าว่า หากคุณท่านผู้ใด

ได้เข้ามาอ่านเอนทรี่นี้แล้ว ก็จงรีบไปตรวจสุขภาพของคุณซะดีๆ ไม่แน่คุณอาจจะเจอแจคพ็อตก็ได้นะ ฮ่าๆ

(ล้อเล่นๆ ไม่ได้แช่งนะคะ)

     คนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้างในแต่ละวัน ทุกวันนี้เราทำได้แค่ใช้ชีวิตประจำวันของเราไป

อย่างระมัดระวังที่สุด แต่จนแล้วจนรอดเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับเราได้เสมอค่ะ   เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้

รับฟังเรื่องราวจากพี่สาวที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ตัวเอกของเรื่องนั้นก็คือ เพื่อนของเพื่อนสนิทพี่สาวฉันค่ะ 

พี่ชายคนนั้นเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นลูกชายผู้เป็นอนาคตและ

ความหวังของพ่อและแม่ แต่โชคร้าย ตอนนี้พี่ชายคนนั้น นอนรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอบอกว่า

พี่เค้าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองค่ะ อาการของพี่เค้าทรุดลงมากจนกระทั่งตอนนี้ติดมอร์ฟีนไปแล้วเพราะความ

เจ็บปวด...ได้ฟังอย่างนั้นฉันก็สงสารพี่เค้าขึ้นมาจับใจ  ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ  พูดกันไปก็เศร้ากัน

ไป ฉันไม่ได้ติดตามข่าวคราวต่อ ได้แต่ภาวนาให้พี่เค้ารอดพ้นจากอันตราย...คนเราเลือกเกิดไม่ได้จริงๆค่ะ T T

    และหลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ทราบข่าวคราวในทำนองเดียวกันนี้อีกว่า รุ่นพี่ของฉันคนหนึ่งซึ่งไม่ได้ติดต่อ

กันมานานมากแล้ว เธอเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (อีกแล้วค่ะ) แต่ตอนนี้สามารถกลับมาเรียนและใช้ชีวิตอย่าง

ปกติได้ หลังจากที่ต้องดรอปเรียนไป 1 เทอมเต็มๆ สาเหตุสำคัญที่ช่วยให้พี่สาวคนนี้พักฟื้นได้ไวนั้นก็คือ

กำลังใจค่ะ...(สำคัญจริงๆค่ะสิ่งนี้!!)

    ฉันรู้สึกดีใจที่รู้อย่างนั้น แต่พอลองกลับมาคิดๆดู ฉันเห็นพี่สาวคนนั้นเมื่อสองปีที่แล้ว สมัยที่เรายังเรียน

มัธยมอยู่ด้วยกัน ไม่น่าเชื่อค่ะ พี่เค้าไม่เหมือนคนป่วยเลยซักนิด ร่าเริง แจ่มใส เล่นกีฬาก็เก่งด้วยซ้ำไป แต่พอมา

รู้แบบนี้ จึงรู้ว่า ลักษณะภายนอก ไม่สามารถบอกได้จริงๆ ว่าจริงๆแล้ว เรามีสุขภาพดีหรือเปล่า.. เพราะจากทั้ง

สองกรณีข้างต้นนั้นเหมือนกัน คือ พี่ทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จนกระทั่งมันแสดง

อาการแล้ว... น่ากลัวมั้ยละคะ  ระลึกมาถึงตรงนี้ ฉันก็ไม่รีรอ รีบเซิร์ทหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทันที

   มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซด์ มีการเพิ่ม จำนวนและเจริญเติบโตผิด

ปกติ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วมาก แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโรคฮ้อดกินส์ และมะเร็ง

ต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮ้อดกินส์  มะเร็งทั้งสองชนิดมีลักษณะการดำเนินโรค ความรุนแรง และวิธีการรักษาที่

แตกต่างกัน  โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮ้อดกิ้นส์ ส่วนมากพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว การแพร่กระจายค่อนข้าง

ช้า และมักจะแพร่กระจายไปตามอวัยวะข้างเคียง  โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮ้อดกิ้นส์ มักพบในผู้ใหญ่ ผู้

ป่วยโรคเอดส์ และพบในคนไทยมากกว่าชนิดฮ้อดกินส์ แพร่กระจายค่อนข้างเร็ว  มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในคนไทย

พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 8 หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    เห็นแบบนี้แล้ว รู้สึกถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้นหรือยังละคะ ฉันเชื่อค่ะ ว่าหลายๆคน ไม่ค่อย

ถูกกับโรงพยาบาล ปฏิเสธการไปตรวจสุขภาพเพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงอยู่แล้ว อย่าพึ่งวางใจไปนะคะ เพราะ

หลายๆโรค มันมักจะมาแสดงอาการในระยะท้ายๆแล้ว ที่เห็นบ่อยๆก็เห็นจะเป็นหัวใจกับมะเร็งนี่แหละค่ะ อย่าคิด

ว่าเป็นเรื่องไกลตัว เราควรที่จะใช้ชีวิตอย่างป้องกันโรค ไม่ใช่เกิดโรคแล้วค่อยมาป้องกัน รักษามันเอาทีหลัง

หมั่นออกกำลังกาย และบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จะสามารถลดความเสี่ยงได้ค่ะ

   ฉันเองก็ยอมรับค่ะ ว่าไม่ถูกกับโรงพยาบาลเหมือนกัน (แหะๆ) ทั้งๆ ที่พ่อฉันเองก็ป่วยเป็นโรคหัวใจ ท่านรักษา

ตัวด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ ฉันมีความเสี่ยงที่จะเป็นโดยทางพันธุกรรม แต่กลับไม่คิดจะไปตวรจสุขภาพ

เลย แต่ปิดเทอมที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็ตั้งใจจะไปเช๊คสุขภาพของตัวเองจริงๆนะคะ  เพราะเริ่มรู้สึกถึงความผิด

ปกติหลายๆอย่างแล้ว (เหอๆ) เมื่อเช้านี้ ฉันไปวัดความดันที่ศูนย์ฟิตเนสของมหาลัยค่ะ ปรากฎว่า ความดัน

โลหิตสูง!! (ไม่น่าล่ะ ถึงเวียนหัวบ่อยๆ)  ฉันเองก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า ไปตรวจสุขภาพคราวนี้ขออย่าได้เจอ

แจ๊คพอตเลย.. ยอมรับตรงๆเลยค่ะ ว่ากลัวเหมือนกัน กลัวว่าเราจะไม่สามารถดูแลคนที่เรารักทุกคนได้ และคนที่

รักเราก็จะต้องกังวลกับเราไปด้วย...

     หวังว่าเรื่องของพี่ทั้งสองนั้น จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกท่าน ใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้นนะคะ เพื่อ

ตัวเอง คนที่เรารัก และรักเราค่ะ

 

 

สุดท้าย ขอขอบคุณ http://www.rssthai.com/reader.php?t=health&r=12915 สำหรับข้อมูลดีๆเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำ

เหลืองนะคะ

   

 

edit @ 7 Sep 2009 14:38:12 by lollipopgirlz

5 ขั้นตอนเยียวยารักษาใจ

posted on 04 Sep 2009 19:06 by lollipopgirlz

          อย่ากลัวไปเลยว่าการเลิกกับแฟนจะทำให้คุณโศกเศร้าทุกข์ระทมไปตลอดศก ไม่มีใครอกไหม้ไส้ขมเพราะผู้ชายคนเดียวไปชั่วชีวิตหรอก  วันหนึ่งก็ต้องหายสบายบรื๋อ  แต่ถ้าอยากเยียวยารักษาใจให้หายไวๆ และเป็นระบบละก็...ลองปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ดูสิจ๊ะ

 1 อมทุกข์แน่นอน...เลิกรากันใหม่ๆ ใครจะเบิกบานยิ้มร่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะฉะนั้นเชิญอมทุกข์เศร้าซึมได้ตามสบาย  หมกตัวอยู่แต่ในห้อง  หัวยุ่งนุงนัง  น้ำท่าไม่มีแก่ใจจะอาบ  แต่จงให้สัญญากับตัวเองไว้ก่อนว่า... “ฉันจะเศร้าสุดๆแค่ 5 วัน หลังจากนั้นฉันจะต้องรู้สึกดีขึ้น”  ซึ่งนี่เหมือนกับการบอกจิตใต้สำนึกว่า...ความรู้สึกของคุณ ขึ้นอยู่กับคุณเป็นผู้กำหนด (ไม่ใช่เขา)

2 ลบเขาออกไปอย่างแรกเลยคือเบอร์โทรศัพท์  อย่าคิดว่าเลิกกันแล้วก็ยังคุยกันได้นี่...(“ไม่ได้ยินเสียงเขาแล้วมันนอนไม่หลับน่ะ!”) ยิ่งพูดคุยกันในช่วงเวลานี้ก็มีแต่จะยิ่งสะเทือนใจหรืออาลัยอาวรณ์  ที่เคยเล่น Facebook หรือ Hi5 อะไรด้วยกันต้องดีลีทเขาออกไปให้หมด เดินผ่านบ้านเขาเวลาไปซื้อก๋วยเตี๋ยวก็จงอ้อมไปอีกทางแทน... เรียกง่ายๆ ว่าตัดให้หมด! แล้วในอนาคตเมื่อคุณหายดีและก้าวต่อไปในชีวิตได้แล้ว  จะกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ก็ค่อยว่ากัน

3 เก็บของทิ้งทุกอย่างที่เตือนความทรงจำให้นึกถึงเขา จงกำจัดให้สิ้นซาก แต่ถ้าเสียดายบางชิ้นจริงๆ (เช่น ไอพ็อตที่ซื้อพร้อมกัน หรือกล้องดิจิตอลที่เขาชอบยืมใช้)ก็เอาไปฝากไว้ให้เพื่อนช่วยเก็บไว้ให้ คุณจะได้ไม่ต้องเห็นมันทุกวัน เมื่อไรคุณหานดีแล้วค่อยเอากลับมาไว้ที่ตัวเองเหมือนเดิม ส่วนของบางอย่างที่เขาอยากทวงคืน ก็รบกวนให้เพื่อนเอาไปคืนแทน

4 ยุ่งเข้าไว้ลองนึกดูซิว่าชาวงเวลาไหนที่คุณคิดถึงเขามากที่สุดแล้วหาอะไรทำซะ เช่น ค่ำวันศุกร์เคยดูหนังด้วยกันตลอด ก็หันไปล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดห้องนอนแทน หรือเคยโทร.คุยกันเป็นประจำก่อนนอน ก็เปลี่ยนเป็นฟังเพลงใหม่ๆหรืออ่านหนังสือน่าสนุกทุกคืนแทน การหาอะไรบางอย่างมาแย่งความสนใจไป จะชาวนให้ความเศร้าค่อยๆลดลงได้เองโดยอัตโนมัติ

5 เล็งคนใหม่ในช่วงเวลาที่ต้องการทำใจลืมเขาคนเก่าให้ได้นี้  แม้จะไม่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นความสัมพันธ์หรือคบกับใครคนใหม่  แต่การเพลิดเพลินกับการมองหาหรือสายตาแลเล็งหนุ่มฮอตรายอื่นๆ จะช่วยให้คุณลืมความชอกช้ำในใจได้เร็วขึ้น  และเป็นเครื่องเตือนตัวเองว่าผู้ชายดีๆมีอีกถมเถไป หรือจะมากกว่าเล็งก็ได้ แต่อย่าเพิ่งถึงขั้นเดทก็แล้วกัน!

บอกตัวเองเอาไว้!                ถึงจะเป็นการทำร้ายจิตใจไปหน่อย แต่การยอมรับความเป็นจริง และบอกตัวเองดังต่อไปนี้ จะช่วยทำให้คุณทำใจลืมเขาได้เร็วขึ้นนะ

เขาไม่โทร.มาอีกหรอก!เพราะฉะนั้นเลิกหมกมุ่นกับการเช็คโทรศัพท์ตลอดเวลาได้แล้ว (“มี missed call มั้ยเนี่ย?...โทรศัพท์ฉันเสียรึเปล่านะ?...หรือแถวนี้สัญญาณไม่ดี?...”) ถ้าเลิกไม่ได้ ก็ใช้โทรศัพท์โทร.หาเพื่อนซี้และคุยกับเธอแทนละกัน

คุณไม่มีวันรู้ว่าทำไมถึงถูกเขาทิ้ง!ถ้ามัวแต่นึกวนเวียนหาเหตุผลหรือนึกว่า... “รู้งี้ตอนนั้นไม่ทำแบบนั้นหรือแบบนี้” ก็เป็นบ้ากันพอดี ไม่ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้วคุณกลับไปแก้ไม่ได้อีก หรือบางทีมันก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรให้แก้ด้วยซ้ำ เพราะคุณเป็นตัวของคุณเองและทำทุกอย่างตามที่ควรจะเป็นแล้ว

แต่...คุณจะได้เจอคนที่ดีกว่า!คุณอาจจะคิดว่า ไม่มีใครจะรักคุณได้เหมือนที่เขารักอีกแล้ว...แต่ทุกคนก็คิดแบบเนี๊ย (เวลาเลิกกับแฟน) แล้วทุกคนก็ก้าวต่อไปจนเจอคนใหม่อีกทุกที ไม่เชื่อลองถามคุณแม่ดูสิ ว่าเคยมีเรื่องอกหักปางตายก่อนมาแต่งงานกับคุณพ่อรึเปล่า?...แล้วคุณจะแปลกใจ 

 สุดท้าย ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากนิตยสาร Seventeen Magazine N0.80 July 2009 นะคะ หวังว่าทุกท่านที่ประสบกับเรื่องอกหักรักๆเลิกๆจะสามารถเยียวยารักษาใจกันให้หายได้ไวๆเน้อออ สู้สสสสส์....สู้ !!!

Say Hello .. อันยองฮาเซโยจ้าา ..

posted on 29 Aug 2009 14:36 by lollipopgirlz

 

 

สวัดดีค่ะ .. 

นี่คือเอนทรี่แรกของฉัน หลังจาที่สมัครบล๊อกไว้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว (ฮ่าๆ เวอร์แล้วๆ)

สาเหตุที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรจริงจัง ก็เพราะยังไม่มีเรื่องจริงๆจังๆอะไรจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนซะที

และต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ แรงบันดาลใจที่ว่านั้น ก็ยังไม่ปรากฏ  

แต่แล้วทำไมวันนี้เกิดอยากเขียนขึ้นมา ?? 

ก็เพราะปล่อยให้มันว่างเปล่ามานานแล้วน่ะซิ  เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่รับผิดชอบบล๊อกที่ตัวเองสร้างไว้ !!

(ถามเองตอบเอง ..!!) 

เอาละ แม้จะไม่มีแรงบันดาลจะอะไรนำทางให้ฉันเขียนเรื่องอะไรที่ดูดีมีสาระ

ก็ขอเล่าเรื่องของตัวเองไปเรื่อยๆก็แล้วกัน

หวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านจะทนอ่านได้นะคะ ไม่เบื่อกับความไร้สาระของฉันไปเสียก่อน 55....

บัทนาว ฉันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ 

ชีวิตประจำวันของฉันคือไปเรียน กลับบ้าน ไปเรียน กลับบ้าน เปิดคอม ทำงาน เล่นเน็ต ฟังเพลง อ่านหนังสือ เพื่อความบันเทิง

(โดยเฉพาะแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่ม 6 กับ 7 ที่อ่านแล้วอ่านอีก..)

มันวนอยู่แค่นี้แหละค่ะ..(น่าเบื่อเนอะ)

ยกเว้นช่วงที่มีแข่งกีฬาบาส

ช่วงนั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่ฉันมีสุนทรียภาพของชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด

ฉันได้มีอะไรทำมากกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้น

อะไรที่ว่านั้นก็คือการได้ออกไปดูบาสนั่นแหละค่ะ (ความสุขของฉันเลย)

ฉันชอบดูบาสมากเหมือนกับที่ผู้คนในโลกเวทมนต์คลั่งไคล้เกมส์ควิสดิช (วกมาที่แฮร์รี่อีกครั้ง ฮะๆ) 

แต่จะให้ลงไปเล่นก็ไม่ไหวจริงๆ ..แหะๆ 

อ้อออ..นอกจากนั้นฉันยังชอบทำอาหาร ทำขนม ทำน้ำปั่นนะ ในเวลาว่าง ไม่งั้นก็จะวาดรูปเล่น..

(ฉันวาดรูปสวยนะคะ ..^ ^..)

ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนเสมอนะคะ

บางทีก็เหมือนปลอบใจเข้าข้างตัวเอง .. หุ หุ

ที่สำคัญ ฉันสนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองค่ะ

ฉันไม่ใช่พวกที่ไหลไปตามสถาณการณ์

ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งรอบตัวมาก ถ้ามันไม่ใช่อะไรที่จำเป็นในชีวิตของฉันจริงๆ

ฉันยึดมั่นในความคิดของตนเอง

จนดูเหมือนไอ้พวกอีโก้สูงๆ นั่นแหละค่ะ

ซึ่งนั่นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน

ข้อดีคือ มันทำให้ฉันแน่วแน่ มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงความคิดความรู้สึกของตัวเองง่ายๆ

เป็นคนมั่นคงในทุกเรื่องที่ได้คิด  หรือ รู้สึกไปแล้ว (จริงหรือ ? ฮ่าๆ >>>>> จริงสิๆ)

แต่ข้อเสียคือ ถ้าคิดผิดขึ้นมา

ความมั่นใจนั้นก็จะพังพลายลงแล้วสุดท้ายก็ทำให้ฉันเสียเซลฟ์อย่างแรงค่ะ

ฉันเป็นพวกทำตามสัญชาตญาณสุดๆ

จนแบบบางทีทำไปแล้ว ก็ค่อยมาคิดว่า เอ๊ะ เราทำลงไปได้ยังไง อะไรเข้าสิง นั่นใช่เราหรือ? ฮ่าๆ

ความฝันอันสูงสุดของฉันคือการได้ไปทุกที่ฉันอยากไป

ใช้ชีวิตนี้ให้เต็มที่สุดๆ

ไม่ว่าจะเป็นสุดขอบโลก

บนยอดสุดของเทือกเขาเอลฟ์

หรือลงไปหาหลุมศพของฟาโรห์ในปีรามิด

แต่ฉันเป็นคนขี้อายมากๆนะคะ เวลารู้สึกชอบใครสักคน อิอิ

ายมากจนบางทีเจอคนที่แอบชอบก็แทบจะอยากละลายหายไปจากตรงนั้นเลย

ไม่งั้นก็หลบหรือทำเป็นมองไม่เห็น มันทำให้ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวเอง ซึ่งฉันไม่ชอบใจซะเลย(เป็นเอามากเนอะ)

ฉัน ชอบ Katy Perry ค่ะ นี่แหละคือไอดอล ของฉันเลย

ฉันว่าฉันกับ Katy มีอะไรที่คล้ายๆกันนะ ฮ่าๆ

หนังสือที่ฉันชอบมากที่สุด ก็คือ แฮร์รี่  พอตเตอร์นั่นแหละค่ะ

เจ เค โรว์ลิ่ง เป็นคนทำให้ฉันอยู่กับหนังสือได้นานๆ

ฉันชอบการอยู่คนเดียว มากกว่าการเข้าสังคม

ฉันจะไม่ย่างกรายเข้าไปเฉียดในที่ๆคนเยอะๆและมีมลภาวะทางเสียงมากๆ

(ไปได้ถ้าจำเป็น...)

ฉันไม่ค่อยสุงสิงหรือพูดอะไรมาก

ฉันพอใจกับเวลาที่ได้นั่งคิดอะไรคนเดียว

เป็นพวกโลกส่วนตัวสูงค่ะ

การอยู่คนเดียว หรือรู้สึกโดดเดี่ยวมันไม่แย่เสมอไปนะคะ

เพราะฉะนั้น ทุกคนได้โปรดอย่ากลัวการที่จะต้องอยู่คนเดียวเลย

ข้อดีของมันก็คือมันทำให้เราได้รู้จักกับตัวเองได้ดีขึ้นแน่นอนล่ะ

คุณคิดว่าทุกวันนี้ คุณรู้จักตัวเองดีพอแล้วหรือ?

บางคนอาจคิดว่าใช่

(แต่จริงหรือ ?)

ชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้ ยุ่งยาก ซับซ้อน และต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น

เมื่อเราโตขึ้นเรามักจะใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่จะมองข้ามตัวเอง

เพราะฉะนั้น การอยู่กับตัวเองมันอาจจะทำให้เราคิดอะไรได้มากขึ้น

ได้ดูแลตัวเองมากขึ้น

ฉันคิดว่า ถ้าเรายังรักตัวเองไม่พอ ก็ไม่สามารถรักคนอื่นได้ดีหรอกค่ะ

อย่าแบ่งปันในสิ่งที่ตัวเองยังขาด

เพราะคนที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตก็คือตัวเราเองนะคะ

เพราะฉะนั้น จงรัก ให้มาก ๆ    

 

พิมพ์ไปอาจจะดูไร้สาระ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้เลยนะคะ

สุดท้าย!! ฉันยังสนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองค่ะ ฮ่าๆ

และขอให้มีสักช่วงเวลาในชีวิตที่ทำให้ฉันได้ไปในทุกที่ๆฉันอยากไปจริงด้วยเถอะ คงวิเศษน่าดูเนอะ อิอิ

 

edit @ 29 Aug 2009 14:56:35 by lollipopgirlz

edit @ 29 Aug 2009 15:05:23 by lollipopgirlz

edit @ 29 Aug 2009 15:56:48 by lollipopgirlz

edit @ 30 Aug 2009 00:06:13 by lollipopgirlz